ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน

พินอิน (拼音) คืออะไร? รวมพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ พร้อมคำอ่านไทยครบทุกเสียง

personครูจาง (Zhang Yujuan) · 18 มิถุนายน 2569 · schedule33 นาที
พินอิน (拼音) คืออะไร? รวมพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ พร้อมคำอ่านไทยครบทุกเสียง

จางเหล่าซือเจอคำถามนี้แทบทุกสัปดาห์ "เรียนจีนเริ่มจากตรงไหนดี" คำตอบสั้นมาก เริ่มที่ พินอิน ก่อนเลย เพราะมันคือกุญแจดอกแรกที่ทำให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงตัวอักษรจีนที่หน้าตาเหมือนรูปภาพได้ ถ้าข้ามขั้นนี้ไป สิ่งที่ตามมาคือจำศัพท์ได้แต่พูดผิดเสียงตลอด แล้วคนจีนฟังไม่รู้เรื่อง

บทความนี้จะพาผู้เรียนรู้จักพินอินตั้งแต่ศูนย์ — พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ พร้อมคำอ่านไทยกำกับทุกเสียง และที่สำคัญ จะเจาะจุดที่คนไทยสับสนที่สุด (อย่างเสียง z/zh/j หรือสระ ü) แบบที่ห้องเรียนจริงเขาสอนกัน อ่านจบแล้วออกเสียงได้ ไม่ใช่แค่ท่องจำ

สารบัญบทความ

  1. สรุปสั้น ก่อนลงรายละเอียด
  2. พินอิน (拼音) คืออะไร ทำไมต้องเรียน
  3. พินอินประกอบด้วยอะไรบ้าง
  4. พยัญชนะพินอิน 23 ตัว พร้อมคำอ่านไทย
  5. เจาะลึก z/zh/j · c/ch/q · s/sh/x จุดที่คนไทยสับสนที่สุด
  6. สระพินอิน เดี่ยว ประสม และนาสิก
  7. ü ออกเสียงยังไง แล้วพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ยังไง
  8. วรรณยุกต์จีน 4 เสียง บวกเสียงเบาที่คนลืม
  9. ตารางพินอินครบ พร้อมคำอ่านไทยในหน้าเดียว
  10. เทคนิคฝึกพินอินให้เก่งเร็ว แบบที่ใช้ในห้องเรียนจริง
  11. จางเหล่าซือเตือน อย่าติดพินอินจนอ่านตัวจีนไม่ออก
  12. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
  13. สรุป

สรุปสั้น ก่อนลงรายละเอียด

  • พินอินคือด่านแรกของคนเรียนจีน ข้ามไม่ได้
  • หนึ่งพยางค์ = พยัญชนะต้น (声母) + สระ (韵母) + วรรณยุกต์ (声调)
  • เสียงเบา (轻声) ไม่ใช่ "เสียงที่ 5" อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด มันคือพยางค์ที่ออกสั้น เบา ไม่มีวรรณยุกต์ชัด มักโผล่ท้ายคำอย่าง 妈妈 (māma) หรือคำลงท้ายถามอย่าง 吗 (ma) ตรงนี้แหละที่ผู้เรียนพลาดกันเยอะมาก
  • พยัญชนะ 21 ตัวหลัก (นับรวม y, w เป็น 23)
  • ตัวที่คนไทยพลาดบ่อย: z/zh/j, c/ch/q, s/sh/x และสระ ü
  • ü พิมพ์ด้วยปุ่ม v

พินอิน (拼音) คืออะไร ทำไมต้องเรียน

พินอิน หรือชื่อเต็มว่า ฮั่นอวี่พินอิน (汉语拼音) แปลตรงตัวว่า "การสะกดเสียงภาษาจีน" เป็นระบบที่ทางการจีนประกาศใช้เมื่อปี 1958 เพื่อถอดเสียงตัวอักษรจีนออกมาเป็นตัวอักษรโรมัน (a, b, c…) ที่คนทั้งโลกคุ้นเคย

ทำไมต้องมี? ลองนึกภาพ ตัวอักษรจีนอย่าง 好 มันไม่มีพยัญชนะหรือสระให้สะกดเหมือนคำไทย ผู้เรียนมองหน้าตัวอักษรแล้วเดาเสียงไม่ได้เลย พินอินเข้ามาแก้ตรงนี้ 好 เขียนพินอินว่า hǎo อ่านว่า "ห่าว" เห็นปุ๊บออกเสียงได้ทันที นี่คือเหตุผลที่คอร์สเรียนจีนทุกที่เริ่มจากพินอินก่อนเสมอ

เอาจริง ๆ นะ จางเหล่าซือเข้าใจหัวอกผู้เรียนหน้าใหม่ดี ช่วงแรกเห็นตัวจีนเต็มหน้ากระดาษแล้วท้อ รู้สึกว่ามันเยอะ มันยาก จะจำไหวเหรอ แต่พอจับพินอินได้ ทุกอย่างเปลี่ยนเลย เหมือนมีคนมาเปิดไฟในห้องมืด จากที่เดาเสียงมั่ว ก็อ่านออกเสียงเองได้ทีละคำ สองคำ สามคำ ความมั่นใจมันค่อย ๆ กลับมา นี่แหละพลังของพินอิน มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นตัวที่ทำให้คนไม่ยอมแพ้ไปตั้งแต่อาทิตย์แรก

แล้วมันต่างจากระบบอื่นยังไง? ไต้หวันใช้ระบบที่เรียกว่าจู้อิน (注音) เป็นสัญลักษณ์เฉพาะ ไม่ใช่ตัวโรมัน แต่จีนแผ่นดินใหญ่และคอร์สส่วนใหญ่ในไทยใช้พินอิน ดังนั้นถ้าผู้เรียนเริ่มจากศูนย์ พินอินคือตัวเลือกที่ใช่

พินอินประกอบด้วยอะไรบ้าง

หนึ่งพยางค์ในภาษาจีนเหมือนต่อจิ๊กซอว์ 3 ชิ้น

  1. พยัญชนะต้น (声母 เซิงหมู่) — เสียงหน้าพยางค์ เช่น b, p, m
  2. สระ (韵母 วิ้นหมู่) — แกนของพยางค์ จุดที่หลายคนไม่รู้คือบางพยางค์ไม่มีพยัญชนะนำเลย เปิดด้วยสระตรง ๆ ก็ได้ อย่าง ài (รัก) หรือ ǎi (เตี้ย)
  3. วรรณยุกต์ (声调 เซิงเตี้ยว) — เสียงสูงต่ำที่คร่อมสระ ตัวเปลี่ยนความหมาย

ยกตัวอย่าง mā (แม่) กับ mǎ (ม้า) พยัญชนะเหมือนกัน สระเหมือนกัน ต่างกันแค่วรรณยุกต์ แต่ความหมายคนละโลก นี่คือสาเหตุที่จางเหล่าซือย้ำกับผู้เรียนเสมอว่าวรรณยุกต์ไม่ใช่เรื่องเล่น

พยัญชนะพินอิน 23 ตัว พร้อมคำอ่านไทย

พยัญชนะต้นในพินอินมี 21 ตัวหลัก และมีตัวกึ่งสระอีก 2 ตัว (y, w) ที่ครูส่วนใหญ่นับรวมเป็น 23 จัดกลุ่มตามตำแหน่งที่ใช้ออกเสียงได้แบบนี้

กลุ่ม พยัญชนะ คำอ่านไทยโดยประมาณ
ริมฝีปาก b p m f ปอ พอ มอ ฟอ
ปลายลิ้น d t n l เตอ เทอ เนอ เลอ
โคนลิ้น g k h เกอ เคอ เฮอ
กลางลิ้น j q x จี ชี ซี
ปลายลิ้นม้วน zh ch sh r จรือ ชรือ ซรือ ยรือ
ปลายลิ้นแบน z c s จือ ชือ ซือ
กึ่งสระ y w ยอ วอ

คำอ่านไทยในตารางเป็น "เสียงโดยประมาณ" เท่านั้นนะ เพราะหลายเสียงในจีนไม่มีในภาษาไทยตรง ๆ ต้องฟังเจ้าของภาษาประกอบเสมอ

เจาะลึก z/zh/j · c/ch/q · s/sh/x จุดที่คนไทยสับสนที่สุด

ถ้าให้จางเหล่าซือเลือกจุดที่ผู้เรียนถามซ้ำมากที่สุดในรอบหลายปี ก็คือสามกลุ่มนี้ มันฟังคล้ายกันไปหมดในหูคนไทย แต่จริง ๆ ตำแหน่งลิ้นคนละที่เลย เคล็ดลับคือดูว่า "ลิ้นอยู่ตรงไหน"

เสียง ลิ้นอยู่ตรงไหน เทียบไทยคร่าว ๆ
j q x ลิ้นแบนราบ ปลายลิ้นแตะหลังฟันล่าง ยิ้มกว้าง จี ชี ซี
zh ch sh ม้วนปลายลิ้นขึ้น แตะเพดานปาก จรือ ชรือ ซรือ
z c s ปลายลิ้นแตะหลังฟันบน เสียงแบน จือ ชือ ซือ

ทริคที่ใช้ในห้องเรียนจริง ให้ผู้เรียนเอานิ้วชี้แตะใต้คาง แล้วลองออกเสียง zh ถ้าทำถูก จะรู้สึกว่าลิ้นม้วนขึ้นไปข้างบน ไม่แตะฟัน ส่วน z ลิ้นจะอยู่ราบ ๆ แตะฟันบน ลองสลับออกเสียง zh-z สลับไปมาช้า ๆ สักสิบรอบทุกวัน เดี๋ยวลิ้นจำเอง

จำได้เลยว่ามีอยู่คาบหนึ่ง ผู้เรียนทั้งห้องนั่งทำหน้าเหรอหรา ออกเสียง shi กับ si ยังไงก็เหมือนกันไปหมด จนจางเหล่าซือต้องให้ทุกคนเอามือป้องปากแล้วเป่าลมออกมาตอนออกเสียง sh จะรู้สึกว่าลมมันพุ่งแรงกว่า s เพราะลิ้นม้วนขึ้นไปขวางทางลม พอลองแบบนี้ปุ๊บ หลายคนถึงบางอ้อทันที บางทีการออกเสียงมันก็ไม่ได้อยู่ที่ทฤษฎี แต่อยู่ที่ "รู้สึก" ให้ได้ก่อน

อีกจุดที่ต้องระวัง j q x จะตามด้วยสระ i หรือ ü เท่านั้น ส่วน zh ch sh z c s ตามด้วยสระอื่นได้ทั่วไป รู้กฎนี้ช่วยให้เดาการออกเสียงได้เร็วขึ้นมาก

สระพินอิน เดี่ยว ประสม และนาสิก

สระในพินอินแบ่งง่าย ๆ เป็น 3 กลุ่ม

สระเดี่ยว 6 ตัว

คือแกนหลักที่ต้องแม่นก่อนเพื่อน ได้แก่ a (อา) o (โอ) e (เออ) i (อี) u (อู) ü (อวี)

สระประสม

เกิดจากเอาสระเดี่ยวมาต่อกัน เช่น ai (อ้าย) ei (เอ๋ย) ao (เอา) ou (โอว) ตัวนี้คนชอบสับสน ei ไม่ได้อ่านว่า "เอย" แต่ออกเป็น "เอ๋ย" ที่เน้นเสียง e ขึ้นต้นชัด ๆ แล้วค่อยกลืนเป็น i

สระนาสิก

ลงท้ายด้วย -n หรือ -ng เช่น an (อาน) ang (อาง) en (เอิน) eng (เอิง) ความต่างอยู่ที่ปลายเสียง -n ลิ้นแตะเพดาน ส่วน -ng เสียงค้างในจมูก ปากเปิด ลองออกเสียง "อาน" กับ "อาง" ช้า ๆ จะรู้สึกถึงความต่าง

ตรงนี้คนไทยได้เปรียบนิดหน่อย เพราะภาษาเรามีทั้งแม่กนและแม่กงอยู่แล้ว ไม่เหมือนฝรั่งที่แยก -n กับ -ng ไม่ค่อยออก แต่ที่ผู้เรียนไทยมักพลาดคือสระประสมยาว ๆ อย่าง iao (เอียว) หรือ uang (วาง) ที่ต้องลากเสียงผ่านหลายตำแหน่งในคำเดียว เคล็ดลับคืออย่ารีบ ค่อย ๆ ไล่เสียงจากต้นไปปลาย แล้วมันจะลื่นเอง

ü ออกเสียงยังไง แล้วพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ยังไง

มาถึงตัวที่คนถามเยอะที่สุดตัวหนึ่ง สระ ü หรือที่อ่านว่า "อวี"

วิธีออกเสียงที่ได้ผลที่สุด ทำปากเป็นรูป "อู" ค้างไว้ แล้วพยายามออกเสียง "อี" โดยไม่ขยับปาก เสียงที่ออกมาจะเป็น ü พอดี ฝรั่งเรียกเสียงนี้ว่ายาก คนไทยก็เหมือนกันเพราะภาษาเราไม่มี ต้องฝึกหน้ากระจกสักพัก

ทีนี้พอจะพิมพ์ในคอมหรือมือถือ ปัญหาคือคีย์บอร์ดไม่มีปุ่ม ü วิธีมาตรฐานคือ กดปุ่ม v แทน เพราะพินอินไม่ได้ใช้ตัว v เลย เขาเลยจับมาแทน ü พอดี เช่น อยากพิมพ์ 女 (nǚ ผู้หญิง) ให้พิมพ์ว่า nv แล้วเลือกตัวอักษรเอา ส่วนบนมือถือระบบ Pinyin ก็ใช้หลักเดียวกัน พิมพ์ v ออกมาเป็น ü

วรรณยุกต์จีน 4 เสียง บวกเสียงเบาที่คนลืม

วรรณยุกต์คือหัวใจที่ทำให้พูดจีนรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง มี 4 เสียงหลัก

เสียง สัญลักษณ์ ลักษณะ ตัวอย่าง
เสียง 1 ˉ (mā) สูงราบ ลากยาว 妈 แม่
เสียง 2 ´ (má) ขึ้นจากกลางไปสูง เหมือนถาม "หา?" 麻 ป่าน
เสียง 3 ˇ (mǎ) ลงแล้วขึ้น เหมือนเสียงสงสัย 马 ม้า
เสียง 4 ` (mà) ตกลงเร็วและหนัก เหมือนสั่ง "หยุด!" 骂 ด่า

เสียงเบา (轻声) คืออะไร นับเป็นเสียงที่ 5 ไหม

แล้วเสียงเบา (轻声) ล่ะ? นี่คือสิ่งที่ผู้เรียนหลายคนงงว่าเป็น "เสียงที่ 5" หรือเปล่า ตอบเลยว่าไม่ใช่เสียงที่ 5 มันคือพยางค์ที่ออกเสียงสั้น เบา ไม่มีวรรณยุกต์ชัด มักอยู่ท้ายคำ เช่น 妈妈 (māma แม่) พยางค์ที่สองออกเบา ๆ หรือคำลงท้ายอย่าง 吗 (ma) ที่ใช้ถามคำถาม ก็เป็นเสียงเบาทั้งนั้น

จุดที่ผู้เรียนชอบถามกันมากบน Pantip คือ "แล้วเสียง 3 สองตัวติดกันอ่านยังไง?" คำถามนี้ดีมาก เพราะมันคือกฎที่เรียกว่าการกลมกลืนเสียงวรรณยุกต์ (变调 เปี้ยนเตี้ยว) เวลาเสียง 3 เจอเสียง 3 ติดกัน ตัวหน้าจะเปลี่ยนเป็นเสียง 2 โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างคลาสสิกคือ 你好 ที่เขียนว่า nǐ hǎo (เสียง 3 + เสียง 3) แต่เวลาพูดจริงจะออกเป็น ní hǎo เสมอ ลองสังเกตคนจีนพูดดู ไม่มีใครออก nǐ เป็นเสียง 3 เต็ม ๆ หรอก กฎนี้ไม่ต้องท่องให้ปวดหัว ฟังบ่อย ๆ แล้วปากจะเปลี่ยนเอง

อีกคำที่เจอทุกวันคือ 不 (bù) กับ 一 (yī) สองตัวนี้เปลี่ยนเสียงตามคำที่ตามมาด้วย เช่น 不是 ออกเป็น bú shì ไม่ใช่ bù shì เรื่องพวกนี้ตอนแรกอาจงง แต่จางเหล่าซืออยากให้ผู้เรียนใจเย็น ๆ มันคือสิ่งที่ซึมเข้าหัวเองเมื่อฟังเยอะพอ

ตารางพินอินครบ พร้อมคำอ่านไทยในหน้าเดียว

เก็บไว้ใช้อ้างอิงเวลาฝึก สรุปสระเดี่ยว 6 ตัวกับคำอ่านไทยให้จำง่าย

พินอิน คำอ่านไทย คำใบ้
a อา อ้าปากกว้าง
o โอ ปากกลม
e เออ คล้ายเสียงเออในใจ
i อี ยิ้มกว้าง
u อู ห่อปาก
ü อวี ปากอู เสียงอี

ส่วนพยัญชนะกับวรรณยุกต์ให้ย้อนไปดูตารางด้านบน เวลาฝึกจริงให้หยิบทีละพยัญชนะมาผสมกับสระทั้ง 6 แล้วผันทั้ง 4 เสียง วันละกลุ่มก็พอ ไม่ต้องรีบ

เทคนิคฝึกพินอินให้เก่งเร็ว แบบที่ใช้ในห้องเรียนจริง

หลายคนถามว่าต้องฝึกยังไงถึงจะแม่น จางเหล่าซือไม่เชื่อเรื่องท่องอย่างเดียว เพราะพินอินมันคือเสียง ไม่ใช่ภาพ ต้องเปล่งออกมาถึงจะติด

อย่างแรก ฝึกออกเสียงดัง ๆ ทุกวัน วันละ 10 นาทีพอ แต่ขอให้สม่ำเสมอ ดีกว่าฝึกรวดเดียว 2 ชั่วโมงแล้วหายไปอาทิตย์นึง สมองกับลิ้นมันจำจากการทำซ้ำ ไม่ใช่จากการอัดทีเดียว

อย่างที่สอง อัดเสียงตัวเองแล้วเปิดฟัง ข้อนี้หลายคนเขิน แต่บอกเลยว่าได้ผลสุด เพราะตอนพูดเราไม่ค่อยได้ยินตัวเองชัด พอเปิดฟังย้อนหลังจะรู้ทันทีว่าวรรณยุกต์เพี้ยนตรงไหน ผู้เรียนหลายคนที่ยอมทำข้อนี้ พัฒนาเร็วกว่าเพื่อนเป็นเท่าตัว

อย่างสุดท้าย เลียนแบบเจ้าของภาษา หาคลิปสั้น ๆ ที่คนจีนพูดประโยคง่าย ๆ แล้วพูดตามให้เหมือนทั้งเสียงทั้งจังหวะ วิธีนี้ฝรั่งเรียกว่า shadowing มันช่วยเรื่องวรรณยุกต์กับความเป็นธรรมชาติได้ดีกว่าอ่านตำราเงียบ ๆ คนเดียวเยอะ

จำไว้ว่าไม่มีใครออกเสียงเป๊ะตั้งแต่วันแรก จางเหล่าซือเองตอนเริ่มเรียนก็เคยโดนครูจีนหัวเราะเพราะออกเสียง 老师 (เหล่าซือ) ผิดเป็นคนละความหมาย ผิดแล้วแก้ นั่นแหละคือการเรียนภาษา

จางเหล่าซือเตือน อย่าติดพินอินจนอ่านตัวจีนไม่ออก

ขอพูดตรง ๆ ในฐานะคนสอนมาหลายรุ่น พินอินเป็นไม้ค้ำที่ดีมากตอนเริ่ม แต่ก็เป็นกับดักได้เหมือนกัน

จางเหล่าซือเคยมีผู้เรียนคนหนึ่ง อ่านพินอินคล่องปรื๋อ แต่พอเอาตัวจีนล้วน ๆ มาให้อ่านกลับนิ่งไปเลย เพราะตอนเรียนติดนิสัยมองแต่พินอินที่กำกับอยู่ข้างบน ไม่เคยจำหน้าตาตัวจีนจริง ๆ พอถอดพินอินออกก็เหมือนเริ่มใหม่

ทางแก้ที่ใช้ได้ผล พออ่านพยางค์ไหนคล่องแล้ว ให้รีบปิดพินอินทิ้ง แล้วฝึกอ่านจากตัวจีนตรง ๆ มองพินอินเป็นแค่ล้อเสริมจักรยานที่ต้องถอดออกสักวัน ไม่ใช่ติดไว้ตลอดชีวิต

แล้วเรียนพินอินจบควรไปต่อตรงไหน? คำตอบคือคำศัพท์พื้นฐานกับประโยคง่าย ๆ ที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน ค่อย ๆ สะสมไป ใครอยากมีคนคอยแก้เสียงให้ถูกตั้งแต่แรก ลองดูคอร์สและบทความสอนจีนของ Chinese Addict ที่จางเหล่าซือเขียนไว้ มีตั้งแต่พื้นฐานยันใช้งานจริง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พินอินมีพยัญชนะกี่ตัว? มี 21 ตัวหลัก และมีตัวกึ่งสระ (y, w) อีก 2 ตัว ครูส่วนใหญ่จึงนับรวมเป็น 23 ตัว

ü พิมพ์ในคอมยังไง? กดปุ่ม v แทน เพราะพินอินไม่ใช้ตัว v อยู่แล้ว เช่น nǚ พิมพ์ว่า nv แล้วเลือกตัวอักษร

z, zh, j ต่างกันยังไง? z ลิ้นแบนแตะหลังฟันบน, zh ม้วนปลายลิ้นขึ้นแตะเพดาน, j ลิ้นราบยิ้มกว้างแตะหลังฟันล่าง ตำแหน่งลิ้นต่างกันคนละจุด

เสียงเบา (轻声) นับเป็นเสียงที่ 5 ไหม? ไม่ใช่ เสียงเบาคือพยางค์ที่ออกสั้นและเบา ไม่มีวรรณยุกต์ชัด มักอยู่ท้ายคำ ไม่ใช่วรรณยุกต์ลำดับที่ 5

เรียนพินอินจบแล้วเรียนอะไรต่อ? ต่อด้วยคำศัพท์พื้นฐานและประโยคที่ใช้จริง พร้อมฝึกอ่านจากตัวจีนโดยลดการพึ่งพินอินลงเรื่อย ๆ

จำเป็นต้องเริ่มด้วยพินอินไหม? จำเป็น ถ้าผู้เรียนเริ่มจากศูนย์ พินอินช่วยให้ออกเสียงถูกตั้งแต่แรก ป้องกันการจำเสียงผิดที่แก้ยากภายหลัง

เสียง 3 สองตัวติดกันอ่านยังไง? ตัวหน้าเปลี่ยนเป็นเสียง 2 เช่น 你好 (nǐ hǎo) พูดจริงออกเป็น ní hǎo ตามกฎการกลมกลืนเสียงวรรณยุกต์ (变调)

ควรจำพินอินหรือตัวอักษรจีนก่อน? จำควบคู่กันตั้งแต่แรกดีที่สุด เริ่มจากพินอินเพื่อออกเสียง แล้วค่อย ๆ ผูกหน้าตาตัวจีนเข้าไปทีละคำ อย่าทิ้งตัวจีนไว้ทีหลัง เพราะจะติดนิสัยอ่านแต่พินอิน

สรุป

พินอินคือก้าวแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของคนเรียนจีน มันคือระบบสะกดเสียงที่ทำให้ผู้เรียนอ่านตัวจีนออก ออกเสียงถูก และพิมพ์ภาษาจีนได้ จำหลักง่าย ๆ หนึ่งพยางค์ = พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ ฝึกกลุ่มที่คนไทยพลาดบ่อยอย่าง z/zh/j กับสระ ü ให้แม่น แล้วอย่าลืมถอดพินอินออกเมื่อพร้อม

ถ้าผู้เรียนอยากมีครูคอยแก้เสียงให้ตั้งแต่ต้น ไม่ต้องมาแก้นิสัยออกเสียงผิดทีหลัง แวะอ่านบทความและคอร์สเรียนจีนของ Chinese Addict ได้เลย จางเหล่าซือตั้งใจเขียนไว้ให้คนเริ่มจากศูนย์โดยเฉพาะ

แหล่งอ้างอิง

  • ราชบัณฑิตยสภา — หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาจีน (ตรวจสอบ URL ปัจจุบันก่อนเผยแพร่)
  • 现代汉语词典 (พจนานุกรมภาษาจีนปัจจุบัน) — ระบบฮั่นอวี่พินอิน
  • กระทรวงศึกษาธิการจีน — ประกาศมาตรฐาน 汉语拼音方案 ปี 1958

บทความที่เกี่ยวข้อง